Benjamin Insurance

โรงงานผลิตถังเก็บน้ำและแท็งก์น้ำ

ทุนประกันอัคคีภัยไม่พอ (Underinsured) และมี 2 กรมธรรม์ เคลมไฟไหม้โรงงานอย่างไรให้ได้สินไหมเพิ่ม 1.37 ล้านบาท

+1.37 ล้านบาท
สินไหมที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งแรก (+20%)
ทุนประกันอัคคีภัยไม่พอ (Underinsured) และมี 2 กรมธรรม์ เคลมไฟไหม้โรงงานอย่างไรให้ได้สินไหมเพิ่ม 1.37 ล้านบาท

📋 สถานการณ์

ไฟไหม้โรงงานผลิตถังเก็บน้ำแห่งหนึ่ง เมื่อช่วงสิ้นปี 2568 ความเสียหายกระทบอาคาร เครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ และสต๊อกสินค้า ยอดเรียกร้องรวมกว่า 27 ล้านบาท โรงงานมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย 2 ฉบับจากบริษัทประกันต่างกัน เพราะทำประกันในคนละช่วงเวลาตามการขยายโรงงาน หลังเกิดเหตุ ตัวแทนประกันเดิมไม่ได้เข้ามาช่วยดูแลหรือให้คำแนะนำในการเคลม เมื่อผลการประเมินออกมาไม่ตรงกับเจตนาที่ลูกค้าตั้งใจทำประกันไว้ ลูกค้าเก่าของเบญจมินทร์จึงแนะนำให้ติดต่อเรา เพื่อเข้าไปดูแลเคลมในฐานะที่ปรึกษา

⚠️ ความท้าทาย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ราว 27.5 ล้านบาท แต่โรงงานทำประกันไว้ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินจริง (Underinsured) เมื่อทุนประกันไม่พอ บริษัทประกันจะจ่ายสินไหมตามสัดส่วนของทุนประกันต่อมูลค่าจริง ตามหลักการเฉลี่ย (Average)

กรมธรรม์ 2 ฉบับควรช่วยให้ความคุ้มครองครบขึ้น แต่การประเมินครั้งแรกกลับทำให้สินไหมลดลง

ผู้ประเมินมองว่ากรมธรรม์ทั้งสองฉบับคุ้มครองทรัพย์สินร่วมกันทั้งโรงงาน จึงนำมูลค่าอาคารทั้ง 3 หลังรวมกันราว 18.8 ล้านบาท มาเทียบกับทุนอาคารของกรมธรรม์ฉบับที่สองเพียง 5 ล้านบาท ความเพียงพอของทุนประกันจึงเหลือแค่ 26.58% ทั้งที่ฉบับนี้ตั้งใจคุ้มครองเฉพาะอาคารใหม่ 2 หลังเท่านั้น อาคารเก่าซึ่งกรมธรรม์ฉบับแรกคุ้มครองไว้เกือบเต็มมูลค่า (91%) ก็ถูกนำไปเฉลี่ยความรับผิดร่วมกับฉบับที่สอง แทนที่จะได้รับชดใช้เต็มส่วน ผลคือการประเมินครั้งแรกได้เพียง 6.76 ล้านบาท

ลูกค้าต้องรับมือกับเคลมมูลค่าหลายล้านบาทเพียงลำพัง โดยไม่มีใครช่วยอธิบายหรือโต้แย้งแทน

🛠 สิ่งที่เบญจมินทร์ทำ

เราเปลี่ยนประเด็นจาก "ตัวเลขถูกหรือผิด" เป็น "ผู้เอาประกันตั้งใจทำประกันอย่างไร" ตามหลักสุจริตอย่างยิ่ง (Utmost Good Faith)

  1. ร่างหนังสือชี้แจงเจตนารมณ์ให้กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ระบุชัดว่าอาคารและทรัพย์สินใดอยู่ภายใต้กรมธรรม์ใด และยืนยันว่าไม่ได้ทำประกันซ้ำซ้อน
  2. ส่งแบบแปลนอาคารต่อเติมปี 2563 และภาพถ่ายพื้นที่ เป็นหลักฐานว่าอาคารใหม่สร้างขึ้นภายหลังและอยู่ภายใต้กรมธรรม์ฉบับที่สอง
  3. เสนอให้ทุกฝ่ายหารือร่วมกัน เพื่อยุติข้อพิพาทโดยไม่ต้องโต้แย้งรายการต่อรายการ
  4. ระหว่างนั้นทำงานกับทีมลูกค้าเพื่อตรวจปริมาณและราคาซ้ำ จนพบรายการตกหล่น เช่น เครน เครื่องจักรขนาดเล็ก และอัตราแลกเปลี่ยนของเครื่องจักรนำเข้า
  5. เมื่อผู้ประเมินเสนอตารางแบบแยกกรมธรรม์ เรายืนยันเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรและตอบรับยอดทันที เพื่อปิดเคส

✅ ผลลัพธ์

สินไหมสุทธิเพิ่มจาก 6,758,865.50 บาท เป็น 8,126,821.95 บาท เพิ่มขึ้น 1,367,956.45 บาท หรือราว 20% กว่า 87% ของส่วนที่เพิ่มมาจากงานอาคาร ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการแยกกรมธรรม์ ส่วนที่เหลือมาจากรายการที่ตรวจพบเพิ่ม บริษัทประกันทั้งสองแห่งตกลงร่วมรับผิดตามสัดส่วนของตน การเจรจาใช้เวลาราว 8 สัปดาห์ และลูกค้าได้รับเงินสินไหมงวดแรกในเดือนตุลาคม 2569 หลังจากนั้นลูกค้าเลือกให้เบญจมินทร์ดูแลประกันเสี่ยงภัยทรัพย์สินรอบใหม่ของโรงงาน

💡 บทเรียน

ถ้ามีกรมธรรม์อัคคีภัย/ทรัพย์สิน มากกว่า 1 ฉบับ ต้องระบุให้ชัดว่าแต่ละฉบับคุ้มครองทรัพย์สินใด ถ้าไม่ระบุ ผู้ประเมินอาจตีความว่าเป็นการประกันซ้ำซ้อน แล้วใช้การเฉลี่ยทุนประกันและการร่วมเฉลี่ยความเสียหาย (Contribution) ซึ่งทำให้สินไหมลดลงมาก เมื่อเกิดข้อพิพาท เจตนาที่แท้จริงของผู้เอาประกันมีน้ำหนักมาก หากพิสูจน์ได้ด้วยเอกสาร เช่น หนังสือชี้แจงจากผู้มีอำนาจ แบบแปลน และลำดับเวลาการก่อสร้าง วิธีที่ดีที่สุดคือระบุสถานที่และอาคารของแต่ละกรมธรรม์ตั้งแต่วันทำประกัน และทบทวนทุกครั้งที่ขยายโรงงาน

พร้อมให้เบญจมินทร์ดูแลคุณแล้วหรือยัง?

ให้เราเป็นทีมบริหารความเสี่ยงของคุณ